Translate

วันจันทร์ที่ 7 ตุลาคม พ.ศ. 2556

ความแตกต่างของพายด์โดมิแนนท์กับพายด์รีเซสซีฟในนกฟอพัส


       นกพายด์ฟอพัส (Pied Forpus) เป็นนกที่มีความสวยงามมาก มีลักษณะเป็นนกสีด่างโดยแบ่งเป็น 2 กลุ่มของสีนก คือ กลุ่มนกสีเขียว(นกสายกรีน) เช่น กรีน โอลีฟ พาสเทลกรีน พาสเทลเยลโล่ ฟอลโล่กรีน อเมริกันเยลโล่ เป็นต้น ถ้าพบว่ามีขนสีเหลืองแทรกอยู่ก็แสดงว่าเป็นนกพายด์ ส่วนกลุ่มนกสีฟ้า(นกสายบูล) เช่น บูล โคบอลท์ เมิฟ กเรย์ พาสเทลบูล ฟอลโล่บูล อเมริกันไวท์ เป็นต้น ซึ่งจะพบว่ามีขนสีขาวแทรกอยู่แทน การจำแนกนกพายด์สามารถจำแนกได้หลายประเภทแต่ในที่นี้ขออธิบายง่ายๆตามลักษณะการถ่ายทอดทางพันธุกรรม ซึ่งแบ่งได้เป็น 2 ชนิด

       ชนิดแรกคือพายด์โดมิแนนท์ ชนิดที่สองคือพายด์รีเซสซีฟ โดยปกติการจำแนกนกทั้ง 2 ชนิดนี้ด้วยตาเปล่าสำหรับผู้ที่พบเห็นทั่วไปหรือผู้ที่ต้องการซื้อหามาเลี้ยงเป็นเรื่องที่ยากมากโดยเฉพาะนกที่เคยพลัดขนแล้ว แต่อย่างไรก็ตามนกทั้ง 2 กลุ่มนี้ก็ยังมีลักษณะแตกต่างกันอยู่ดี กล่าวคือ


       นกพายด์โดมิแนนท์ เป็นนกที่สามารถทราบได้ตั้งแต่แรกเกิดว่าเป็นนกพายด์ โดยการสังเกตจากลักษณะปลายเล็บของลูกนก ซึ่งถ้าพบว่าลูกนกที่เกิดมามีตาสีดำ เล็บสีขาว อมชมพูเหมือนกับเล็บของคนเราไม่มีสีดำที่ปลายเล็บ แสดงว่าลูกนกตัวนั้นเป็นนกพายด์โดมิแนนท์แน่นอน

       แต่มีนกบางสายเลือดเล็บมีสีดำ ซึ่งจะยังไม่สามารถบอกได้ว่าเป็นนกพายด์หรือไม่ ต้องรอจนกว่าลูกนกมีอายุประมาณ 2 สัปดาห์ ขนแท้จะเริ่มแทงขึ้นมาแทนขนอ่อน ซึ่งจะพบว่าลูกนกส่วนมากจะมีขนสีขาวหรือสีเหลืองแทรกขึ้นมาแทนสีพื้นตามส่วนต่างๆของร่างกายทั้งลำตัวและปีกมากบ้างน้อยบ้าง โดยปริมาณขนสีขาวหรือสีเหลืองที่แทรกขึ้นมานี้จะมีผลต่อความสวยงามของตัวนก ยิ่งมีมากนกจะมีความสวยมากตาม เมื่อลูกนกมีอายุประมาณ 3 สัปดาห์ เราจะพบว่าสีที่ขนของตัวนกจะมีลักษณะจางกว่านกสีพื้นที่มีสีเดียวกัน ซึ่งเป็นการเพิ่มความสวยงามให้กับตัวนกมากขึ้น สีขนของนกพายด์โดมิแนนท์จะมีลักษณะเหมือนสีที่ถูกแสงแดดเลียจนแลดูว่าสีซีดลงนั่นเอง ซึ่งทำให้มีความรู้สึกเป็นสีที่อ่อนนุ่มสวยงามยิ่งนัก


      นกพายด์รีเซสซีฟ เป็นนกที่ไม่สามารถทราบได้ตั้งแต่แรกเกิดว่าเป็นนกพายด์หรือไม่ ทั้งนี้เนื่องจากว่าลักษณะของลูกนกจะมีลักษณะเหมือนกับนกสีพื้นทุกอย่างจนกระทั่งนกมีอายุประมาณ 4-5 เดือน นกจะมีการพลัดขนครั้งแรก โดยมีขนสีขาวหรือสีเหลืองแทรกขึ้นมาแทนสีพื้นตามส่วนต่างๆของร่างกายของลำตัวและปีกมากบ้างน้อยบ้าง แต่สีที่ขนและปีกของตัวนกจะมีลักษณะเหมือนนกสีพื้นดังเดิม  เช่น ถ้าขนเดิมในส่วนที่เป็นสีเขียวแล้วไม่ผลัดเป็นสีเหลือง ลักษณะความเข้มของสีเขียวจะยังคงเดิมเหมือนนกเขียวทั่วไป ซึ่งโดยทั่วไปจะได้รับความนิยมน้อยกว่านกพายด์โดมิแนนท์  ทั้งนี้เพราะผู้เพาะเลี้ยงจะต้องใช้เวลารอจนแน่ใจว่า นกตัวใดเป็นนกพายด์หรือนกสีพื้น ในกรณีที่มีพื้นที่จำกัด อาจทำให้ตัดสินใจขายนกพายด์รีเซสซีฟสวยๆออกไปเสียก่อน


       สรุปความแตกต่างของนกพายด์ทั้ง 2 ชนิด
       1.พายด์โดมิแนนท์สามารถทราบได้ตั้งแต่แรกเกิด แต่พายด์รีเซสซีฟต้องรอถ่ายขนใหม่
       2.สีขนทั่วไปของพายด์โดมิแนนท์จะซีดกว่านกสีพื้น แต่พายด์รีเซสซีฟจะมีสีขนเหมือนเดิม ซึ่งสามารถเห็นได้ด้วยตาเปล่าแม้กระทั่งเป็นนกที่เคยผลัดขนแล้ว
       3.ลูกนกที่เป็นสีพื้นที่เกิดจากพายด์โดมิแนนท์จะไม่สามารถเรียกว่าเป็นนกสปริทพายด์ได้ ที่ถูกต้องสามารถบอกได้เพียงว่า เกิดจากพ่อแม่เป็นพายด์โดมิแนนท์เท่านั้น เพราะจะไม่สามารถให้ลูกนกเป็นพายด์โดมิแนนท์ได้เลย 
       4.ลูกนกที่เป็นสีพื้นที่เกิดจากพายด์รีเซสซีพเท่านั้นที่สามารถเรียกว่าเป็นนกสปริทพายด์ได้ ซึ่งสามารถถ่ายทอดพันธุกรรมให้ได้พายด์รีเซสซีพต่อไปได้
       5.ลูกนกที่เป็นพายด์ทั้ง 2 ชนิด สามารถสปริทสีอื่นๆได้ เช่นพายด์กรีนสปริทบูล


        ในปัจจุบัน อาจพบว่ามีศัพท์ใหม่คือ ลูกผ่านพายด์ ซึ่งผู้พูดหรือบอก มีความต้องการสื่อว่านกตัวนั้นมีพ่อแม่เป็นพายด์ ในขณะที่ผู้ฟังหรืออ่านที่ไม่มีความรู้ด้านการถ่ายทอดพันธุกรรมที่ถูกต้อง จะเข้าใจว่าเป็นนกสปริททั้งหมด ดังนั้นถ้าเป็นนกที่มีพ่อแม่เป็นพายด์โดมิแนนท์ คำว่าลูกผ่านพายด์ก็ไม่มีประโยชน์อะไรเลย กล่าวคือลูกนกตัวนั้นเป็นนกสีพื้นทั่วไปนั่นเอง



เจ้าของลิขสิทธิ์    นายสมพงษ์  ชื่นอิ่ม  (วันที่ 4 มีนาคม 2554)
ข้อความและรูปภาพทั้งหมดในบทความนี้ สงวนลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัติ พ.ศ. 2537 การคัดลอกส่วนใดส่วนหนึ่งหรือทั้งหมดของบทความนี้ ไปเผยแพร่ในทุกรูป ต้องได้รับอนุญาตจากเจ้าของลิขสิทธิ์ก่อน  
ลักษณะและพฤติกรรมของนกฟอพัส

 

   นกฟอพัสมีลักษณะและพฤติกรรมคล้ายคลึงกับนกหลายชนิด เช่น เลิฟเบิร์ด ฟิ้นซ์ 7 สี   เป็นต้น   จากประสบการณ์ที่เราได้ทำการศึกษาเลี้ยงดูนกฟอพัสมาอย่างต่อเนื่องไม่น้อยกว่า ปี   พบว่าความคล้ายคลึงสามารถเปรียบเทียบกับนกชนิดอื่นๆได้ดังนี้คือ

 

  1. สีสัน  มีความคล้ายคลึงใกล้เคียงกับนกเลิฟเบิร์ด   และสามารถพัฒนาสีสันใหม่ๆได้
  2. รูปร่าง คล้ายคลึงกับนกเลิฟเบิร์ด 
  3. ขนาด ใกล้เคียงกับนกหงส์หยกสายพันธุ์ฮอลแลนด์ แต่หางสั้นกว่า
  4. การจำแนกเพศ  มีตำแหน่งที่สามารถใช้บ่งบอกเพศได้ชัดเจน     (ยกเว้น ขาวตาแดง)เช่นเดียวกับนกหงส์หยก เพียงแต่คนละตำแหน่งกัน
  5. ลักษณะการป่ายปีนคล้ายกับนกแก้วหกหรือนกในตระกูลพาราคิต


  6. ชอบของเล่น  เหมือนนกหงส์หยก
  7. ถ้าหากเลี้ยงเป็นนกเชื่อง โดยทั่วไป จะเชื่องมาก เช่นเดียวกับนกค็อกคาเทล เนื่องจากมีขนาดเล็ก บางครั้งอาจดูเหมือนของเล่นสำหรับเด็กๆ
  8. ขนาดกรง และอุปกรณ์ที่ใช้คล้ายกับนกเลิฟเบิร์ด
  9. วิธีการเลี้ยงดู    และเพาะขยายพันธุ์คล้ายกับนกเลิฟเบิร์ด
10. อาหารหลัก    ใช้เมล็ดธัญพืช เช่นเดียวกับนกเลิฟเบิร์ด    แต่อัตราส่วนผสมต่างกัน
11. อาหารเสริมคล้ายกับนกเลิฟเบิร์ดและนกฟิ้นซ์ 7 สี

จากที่กล่าวมาข้างต้น       จึงทำให้นกฟอพัสกำลังได้รับความนิยมเพิ่มมากขึ้นจากผู้นิยมเลี้ยงนกไว้ดูเล่นหรือเป็นเพื่อน(Companion Animal) ทั่วโลก ทั้งนี้อาจเป็นเพราะว่า มีลักษณะ   รูปร่าง    พฤติกรรมและวิธีการเลี้ยงดูคล้ายคลึงกับนกหลายชนิดดังที่กล่าวมา

เขียน-ภาพ โดย  นายสมพงษ์  ชื่นอิ่ม          
เจ้าของลิขสิทธิ์    นายสมพงษ์  ชื่นอิ่ม
ข้อความและรูปภาพทั้งหมดในบทความนี้ สงวนลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัติ พ.. 2537 การคัดลอกส่วนใดส่วนหนึ่งหรือทั้งหมดของบทความนี้ ไปเผยแพร่ในทุกรูปแบบ ต้องได้รับอนุญาตจากเจ้าของลิขสิทธิ์ก่อน 
นกฟอพัสคืออะไร

ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับนกฟอพัส





นกเป็นสัตว์ปีกชนิดหนึ่งที่มนุษย์ทั่วโลกนำมาเพาะเลี้ยง เพื่อเสริมสร้างความสุขให้กับชีวิตมาเป็นเวลานานแล้วจนบางประเทศใช้นกเป็น สัญลักษณ์ของประเทศก็มี มนุษย์มีความพยายามอย่างสูงมากเพื่อที่จะนำนกต่างๆมาเลี้ยงเป็นเพื่อนและ เพาะขยายพันธุ์ให้มีจำนวนเพิ่มมากขึ้น รวมถึงมีการพัฒนาโครงสร้าง สายพันธุ์ สีสัน ให้มีความหลากหลายมากยิ่งขึ้นกว่าที่มีอยู่ในธรรมชาติ

นกฟอพัสเป็นนกแก้ว(นกตระกูลปากขอ)ชนิดหนึ่งที่มีขนาดเล็ก ที่สุด (parrotlet) ซึ่งจัดอยู่ในประเภทนกสวยงาม สามารถพัฒนาสีสันได้เพิ่มมากขึ้น ไม่ส่งเสียงดัง นกฟอพัสเป็นนกที่ถูกจัดให้ขึ้นบัญชีไซเตสประเภท 2 ปัจจุบัน สามารถจำแนกออกได้ทั้งหมด 8 สายพันธุ์ คือ

1.       Yellow-face parrotlet (Forpus xanthops) มี ขนาดความยาว 15 ซม. เป็นสาย พันธุ์เดียวที่มีขนาดความยาวมากที่สุด มีถิ่นกำเนิดในประเทศเปรู

2.       Maxican parrotlet (Forpus cyanopygius, Forpus c. insularis) มีขนาดความยาว 13 ซม. มีถิ่นกำเนิดในประเทศแมกซิโก

3.       Green-rumped parrotlet (Forpus passerinus, Forpus p. viridissimus, Forpus p. deliciosus) มีขนาดความยาว 12 ซม. มีถิ่นกำเนิดในประเทศฝรั่งเศส

4.       Blue-winged parrotlet (Forpus xanthopterygius, Forpus x. flavissimus, Forpus x. flavescens) มีขนาดความยาว 12 ซม. มีถิ่นกำเนิดในประเทศอาเจนติ น่า บราซิล

5.       Spectacied parrotlet (Forpus conspicillatus, Forpus c. caucae) มีขนาดความยาว 13 ซม. มีถิ่นกำเนิดในประเทศปานามา

6.       Turqoise-rumped parrotlet (Forpus spengeli) มีขนาดความยาว 12 ซม. มีถิ่นกำเนิดในประเทศโคลัมเบีย

7.       Sclaters parrotlet (Forpus sclateri) มีขนาดความยาว 12 ซม. มีถิ่นกำเนิดในประเทศบราซิล

8.       Pacific parrotlet (Forpus coelestis) มี ขนาดความยาว 13 ซม. มีถิ่น กำเนิดในประเทศเปรู




การเพาะเลี้ยงนกฟอพัสในประเทศไทยสามารถทำได้ไม่ยากนัก เคยมีคนนำนกประเภทนี้เข้ามาทดลองเลี้ยงเมื่อประมาณ 10 ปี มาแล้ว แต่อยู่ในวงจำกัดและมีจำนวนไม่มากนัก เนื่องจากนกชนิดนี้มีปริมาณน้อยมากโดยเฉพาะนกสีสูงหรือนกสีใหม่ ทำให้ผู้เพาะเลี้ยงไม่ค่อยรู้จัก หรือเคยพบเห็นตัวจริง ผู้เพาะเลี้ยงรุ่นก่อนมักจะเรียกนกชนิดนี้ว่า แปซิฟิก ซึ่งเป็นเพียงสายพันธุ์เดียวของนกฟอพัสเท่านั้น และเป็นสายพันธุ์ที่สามารถพัฒนาสีสันได้เพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง ในปัจจุบันเริ่มมีผู้เพาะเลี้ยงนกให้ความสนใจนกชนิดนี้มากขึ้น แต่จำนวนนกที่มีเหลืออยู่ภายในประเทศลดน้อยลงเป็นอย่างมากจนนกชนิดนี้แทบจะ หมดไปจากประเทศไทย ภายหลังจากเกิดไข้หวัดนก ซึ่งทำให้ผู้เพาะเลี้ยงรุ่นเก่าขายออกไป และนกดังกล่าวถูกชายต่างชาติซื้อไปเลี้ยงอีกต่อหนึ่ง ทำให้ผู้เพาะเลี้ยงที่ต้องการมีนกชนิดนี้ไว้เป็นเจ้าของ หาซื้อนกค่อนข้างยากมากขึ้น


การเลี้ยงนกชนิดนี้สามารถเลี้ยงรวมกันได้ในกรงใหญ่ หรือจะเลี้ยงเป็นคู่ๆก็ได้ ในกรณีที่ต้องการเพาะขยายพันธุ์ควรเลี้ยงเป็นคู่ กรงที่ใช้สำหรับเพาะพันธุ์ควรมีขนาดไม่เล็กกว่าหมอนใหญ่ ระยะห่างของลวดที่ใช้ทำกรงไม่ควรมากนัก เพราะขนาดของตัวนกมีขนาดค่อนข้างเล็ก อาจทำให้นกหลุดจากกรงที่เลี้ยงดูอยู่ได้ ในต่างประเทศนิยมใช้กรงหมอนใหญ่เพื่อลดขนาดพื้นที่โรงเรือน ในกรณีที่มีพื้นที่น้อยหรือต้องการเลี้ยงในห้องพัก อพาตเม้นต์ หรือคอนโดมิเนียม ควรเลี้ยงในกรงหมอนเล็ก ซึ่งสามารถจัดวางไว้ที่มุมห้อง หรือระเบียงก็ได้




การเพาะขยายพันธุ์นกฟอพัส ให้นำนกที่พร้อมผสมพันธุ์โดยสังเกตว่านกมีการผลัดขนเรียบร้อยแล้ว (โดยทั่วไปอายุเฉลี่ยประมาณ 9 เดือน) มาจับคู่ตามที่ต้องการ หลังจากนั้นประมาณ 1 สัปดาห์ ให้นำรังไข่ที่มีขนาดเดียวกันกับรังไข่นกเลิฟเบิร์ดมาแขวนไว้ ภายในรังไข่ใส่ขี้กบที่มีขายในร้านค้าอาหารและอุปกรณ์สำหรับเลี้ยงนก มารองก้นรังสูงประมาณ 1 นิ้ว หลังจากนั้นนกจะเข้าไปตกแต่งรังเพื่อวางไข่ต่อไป นอกจากรังไข่ก็ยังสามารถใช้รังเปลือกมะพร้าวแทนได้เช่นกันแต่ไม่จำเป็นต้อง ใส่ขี้กบรองก้นรัง

นกฟอพัสสามารถวางไข่ได้ปีละประมาณ 4-5 ครั้งๆ ละประมาณ 4-7 ฟอง ระยะเวลาฟักไข่ประมาณ 18 วัน เมื่อลูกนกอายุครบ 28 วัน ก็จะลงจากรังมาหาอาหารกินได้เอง นกฟอพัสเป็นนกที่สามารถแยกคู่ได้ แต่ควรแยกนกไว้อย่างน้อย 1 เดือน จึงค่อยทำการจับคู่ใหม่




การจำแนกเพศนกฟอพัส สามารถจำแนกเพศได้อย่างชัดเจนตั้งแต่ลูกนกอายุประมาณ 3 สัปดาห์ โดยจำแนกจากความแตกต่างของสีที่ลั้มและโคนปีก เพศเมียจะมีสีเช่นเดียวกันกับสีของตัวนก ยกเว้น นกขาวตาแดงซึ่งไม่มีความแตกต่างระหว่างเพศผู้กับเพศเมีย ต้องอาศัยการตรวจเพศจากห้องแล็บหรือใช้วิธีลองจับคู่ก็ได้

อาหารที่ใช้สำหรับเลี้ยงนกฟอพัส นิยมใช้เมล็ดธัญพืช ที่ผสมรวม 15 อย่าง ที่มีขายตามแหล่งขายอาหารนก หรืออาจผสมเองก็ได้ ซึ่งอย่างน้อยควรมีส่วนผสม อันได้แก่ ทานตะวัน มิลเลต ข้าวไร ข้าวโอ๊ดและข้าวเปลือกเม็ดมะเขือ เป็นส่วนผสมอยู่ด้วย นอกจากนี้ยังสามารถให้ผักและผลไม้ได้อีกด้วย ควรเปลี่ยนน้ำผสมวิตามินทุกวัน และให้กระดองปลาหมึกเพื่อช่วยให้นกสามารถรักษาปริมาณแคลเซี่ยมในร่างกายให้ สมดุลย์ โดยเฉพาะนกเพศเมียที่จะต้องใช้แคลเซี่ยมในการสร้างเปลือกไข่




สีสันของนกฟอพัส ปัจจุบันมีมากกว่า 10 สี เช่น เขียว ฟ้า เหลือง ขาว พายด์ เป็นต้น ซึ่งเป็น นกในสายพันธุ์ Pacific parrotlet ซึ่งมีลักษณะการถ่ายทอดพันธุกรรม 2 แบบ ได้แก่ incomplete dominant ในนกพายด์ กับแบบ recessive ในนกสีอื่น ส่วนสายพันธุ์ Blue-winged parrotlet ในนกลูติโน่ จะมีการถ่ายทอดพันธุกรรมเป็นแบบ sex-linked

โรคติดต่อที่พบในนกฟอพัส ยังไม่พบว่ามีโรคติดต่อเช่นนกชนิดอื่น นอกจากนี้ยังเป็นนกที่สามารถเลี้ยงได้โดยไม่จำเป็นต้องทำมุ้งกันยุง โดยทั่วไปนกฟอพัสเป็นนกที่มีอายุยืนถึง 20 ปี


 


นกฟอพัสมีจุดเด่นหลายประการ คือ เป็นนกแก้วที่มีขนาดเล็กมากที่สุด น่ารัก มีสีสันสวยงาม จำแนกเพศได้ง่าย สามารถเลี้ยงในแหล่งชุมชน หอพัก โดยไม่ส่งเสียงดังรบกวนเพื่อนบ้านหรือห้องข้างเคียง กินอาหารไม่มาก เลี้ยงลูกเก่ง อายุยาวนาน และไม่มีโรคติดต่อ จึงเหมาะสำหรับนำมาเลี้ยงดูเล่นอย่างมาก


 


เขียน-ภาพ โดย  นายสมพงษ์  ชื่นอิ่ม           เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2549

บทความนี้ลงตีพิมพ์ในนิตยสารสำหรับคนรักนก “ คนเลี้ยงนก” ปีที่ 1 ฉบับที่ 4  ก.พ. - มี.ค. 2549

เจ้าของลิขสิทธิ์    นายสมพงษ์  ชื่นอิ่ม

ข้อความและรูปภาพทั้งหมดในบทความนี้ สงวนลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัติ พ.ศ. 2537 การคัดลอกส่วนใดส่วนหนึ่งหรือทั้งหมดของบทความนี้ ไปเผยแพร่ในทุกรูปแบบ ต้องได้รับอนุญาตจากเจ้าของลิขสิทธิ์ก่อน  
จากเว็บ สยามฟอพัส ขอบคุณท่านอาจารย์สมพงษ์ ชื่นอิ่ม อย่างสูงมา ณ ที่นี้ครับ